ผีปอบในหมู่บ้านกลางหุบเขาเชียงใหม่: เสียงเรียกจากสำรับที่ว่าง

ผีปอบในหมู่บ้านกลางหุบเขาเชียงใหม่: เสียงเรียกจากสำรับที่ว่าง

เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนวลี้ลับเพื่อความบันเทิง ไม่ใช่การยืนยันเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ

เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่ง หมู่บ้าน ตัวละคร และเหตุการณ์ทั้งหมดสมมติขึ้น โดยใช้เชียงใหม่เป็นเพียงฉากหลังกว้าง ๆ มิได้อ้างถึงชุมชนจริง ส่วนคำอธิบายเกี่ยวกับปอบเป็นความเชื่อของตัวละครภายในเรื่อง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้คนหรือท้องถิ่น

นนท์กลับมาบ้านของแม่พร้อมกล่องเครื่องมือหนึ่งใบ เขาตั้งใจอยู่เพียงสามคืน เก็บเสื้อผ้า ซ่อมประตู แล้วขนของที่ยังใช้ได้กลับไปด้วย บ้านไม้กลางหุบเขาปิดมาหลายเดือน หลังแม่จากไปด้วยวัยชรา ทุกอย่างยังอยู่ในตำแหน่งเดิม แม้แต่ชามเคลือบสีขาวที่คว่ำอยู่ตรงหัวโต๊ะ แม่เคยห้ามเขาย้ายมันมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยบอกว่าเพราะอะไร

เสียงตามสายหลังมื้อเย็น

ช่วงบ่าย ผู้ใหญ่บ้านเอาเครื่องขยายเสียงเก่ามาฝากให้ดู นนท์ทำงานซ่อมเครื่องเสียงอยู่แล้ว จึงรับปากว่าจะลองเปลี่ยนสายไฟให้ก่อนกลับ เครื่องนั้นเคยใช้กับหอกระจายข่าวข้างโรงครัวส่วนกลาง แต่ถูกถอดเก็บหลังลำโพงเริ่มมีเสียงแทรก

“บางทีก็เหมือนคนพูดอยู่ไกล ๆ” ผู้ใหญ่บ้านบอก “ช่างคนก่อนว่าเป็นคลื่นวิทยุซ้อนกัน”

นนท์เปิดฝา พบทั้งฝุ่น รอยสนิม และมดแห้งอยู่ตามซอก เขาถอดสายไฟที่กรอบจนแตกออก วางเครื่องไว้บนโต๊ะข้างหน้าต่าง แล้วไปหุงข้าว

บ้านเงียบจนได้ยินเสียงฝาหม้อขยับตามไอน้ำ เขาตักข้าวใส่จาน ทอดไข่ และกำลังจะนั่งเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นจากลำโพงเล็กหน้าเครื่องขยายเสียง

“กับข้าวเย็นแล้ว มากินเสีย”

นนท์หันขวับ

เป็นเสียงแม่ ไม่ใช่แค่สำเนียงคล้าย แต่มีจังหวะเว้นหายใจสั้น ๆ ก่อนคำว่า ‘มากิน’ อย่างที่เขาจำได้ดี

เขาลุกไปจับปลั๊กซึ่งวางอยู่ข้างเครื่อง สายไฟอีกด้านถูกถอดออกจากวงจรแล้ว ไม่มีทางที่เครื่องจะทำงานได้ เขายังยืนถือปลั๊กอยู่เมื่อเสียงนั้นดังซ้ำ

“นนท์ ได้ยินแม่ไหม”

เขาเกือบตอบ แต่ชามตรงหัวโต๊ะสั่นกระทบไม้เบา ๆ เสียก่อน

ชามที่ห้ามหงาย

เช้าวันต่อมา นนท์เอาเครื่องขยายเสียงไปวางไว้ใต้ถุน แล้วเดินไปซื้ออาหารที่บ้านป้าสาย หญิงสูงวัยซึ่งทำกับข้าวขายให้คนแถวนั้น เมื่อเขาเล่าเรื่องเสียง ป้าหยุดห่อข้าวทันที

“ตอบหรือเปล่า”

นนท์ส่ายหน้า เขาเห็นนิ้วที่จับใบตองของป้าค่อย ๆ คลายออก

“คืนนี้ถ้าได้ยินอีก อย่าตอบ แล้วชามที่บ้านแม่เอ็งยังคว่ำอยู่ไหม”

ก่อนนนท์จะถามต่อ ชายคนหนึ่งเดินมารับห่อข้าว ป้าสายจึงเงียบ รอจนชายคนนั้นออกไปจึงพูดเบาลง

“คนที่นี่เรียกมันว่าปอบ แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่ามันเป็นอะไรแน่ มันไม่เคยให้ใครเห็นชัด ๆ มีแต่เสียงเรียกกินข้าว ใครขานรับ วันต่อมาจะพูดเบาลง แล้วมันก็เอาเสียงคนนั้นไปเรียกคนอื่น”

นนท์มองป้าอย่างไม่แน่ใจ ป้าไม่ได้พยายามโน้มน้าว เพียงห่ออาหารเพิ่มให้เขาอีกห่อ

ระหว่างเดินกลับ เขาสวนกับชายที่เพิ่งมาซื้อข้าว ชายคนนั้นชี้ไปทางบ้านป้าสายแล้วกระซิบว่า สมัยก่อนเคยมีคนสงสัยว่าป้าเป็นปอบ เพราะมักเห็นเดินถือชามไปโรงครัวตอนดึก

“แต่ลูกแกเฝ้าดูอยู่หลายคืน แกแค่เอาข้าวไปให้หมาที่หลงมา” ชายคนนั้นพูดต่อ “เรื่องก็เงียบไป อย่าเอาไปเล่าต่อเลย”

คืนนั้น นนท์ปิดหน้าต่างทุกบาน เอาเครื่องขยายเสียงใส่กล่องแล้วมัดเชือก แต่พอกินข้าวเสร็จ เสียงแม่ก็ดังมาจากใต้ถุน

คราวนี้มีเสียงช้อนขูดก้นชามตามมาด้วย

ชื่อที่ถูกขีดออก

นนท์นอนไม่หลับ เขาจึงเปิดลิ้นชักโต๊ะของแม่ เผื่อจะพบคำอธิบายเรื่องชาม ใต้สมุดค่าใช้จ่ายมีสมุดบัญชีปกผ้าเล่มหนึ่ง หน้าต้น ๆ เป็นรายการข้าวสาร น้ำมัน และผักสำหรับโรงครัวส่วนกลาง

ชื่อคนรับอาหารเรียงกันเป็นแถว บางชื่อมีเครื่องหมายรับของ บางชื่อมีคำว่า ‘เอาไปให้ที่บ้าน’ ท้ายแต่ละวันมีชื่อหนึ่งถูกขีดฆ่าด้วยเส้นดินสอหนัก ๆ จนกระดาษเกือบทะลุ

นนท์พลิกต่อไป พบลายมือแม่เขียนไว้ตรงหน้าว่าง

อย่าเรียกมันด้วยชื่อที่คนกลัวกัน มันจะนึกว่าทุกคนจำได้แค่นั้น

ใต้ข้อความมีซองกระดาษใส่ภาพถ่ายเก่า เป็นภาพคนยืนหน้าโรงครัว แม่ของเขายังสาว ป้าสายถือทัพพีอยู่ริมภาพ ส่วนชายผอมคนหนึ่งนั่งบนม้านั่งหลังกลุ่ม เขาวางมือสองข้างบนเข่า ตรงหน้ามีชามเปล่า

ด้านหลังภาพเขียนชื่อคนไว้ตามตำแหน่ง ชื่อของชายผอมคือ ‘ลุงผัน คนเฝ้าโรงครัว’

ทันใดนั้น เสียงช้อนใต้ถุนหยุดลง

นนท์ไม่ได้อ่านชื่อออกมาดัง ๆ แต่มีใครบางคนขยับขึ้นบันไดหนึ่งขั้น

ไม้ลั่นช้า ๆ เขามองช่องประตูห้อง เห็นเงาทอดเข้ามาถึงปลายเท้า เงานั้นคล้ายคนยืนก้มหน้า ทั้งที่แสงหน้าบ้านส่องมาจากอีกด้าน

“ยังมีข้าวเหลือไหม”

คราวนี้ไม่ใช่เสียงแม่ เป็นเสียงผู้ชายแหบเบาจนเกือบฟังไม่ออก

นนท์กำภาพไว้แน่น เขาไม่ตอบ เงาอยู่ตรงนั้นจนใกล้เช้า ก่อนค่อย ๆ สั้นลงและหายไปพร้อมเสียงฝีเท้าที่ถอยลงบันได

คนเฝ้าโรงครัว

ป้าสายจำลุงผันได้ทันทีที่เห็นภาพ

“แกอยู่คนเดียว ช่วยเฝ้าของ ล้างหม้อ เก็บโต๊ะ ใครมากินข้าวไม่ทัน แกก็อุ่นไว้ให้”

ป้านิ่งไปนาน ก่อนเล่าว่า หลังลุงผันเสีย โรงครัวก็เริ่มมีเสียงเรียก คนแรกที่ตอบรับเป็นคนดูแลหอกระจายข่าว เขานึกว่ามีใครล้อเล่น จึงพูดกลับผ่านไมโครโฟน เช้าวันถัดมาเขาไม่มีเสียง และตอนเย็น เสียงของเขากลับดังออกจากลำโพงทั้งที่เจ้าตัวยืนอยู่ท่ามกลางคนอื่น

ความกลัวทำให้คำว่าปอบแพร่ไปอย่างรวดเร็ว ภาพของลุงผันถูกเก็บ ชื่อในสมุดถูกขีดออก ไม่มีใครอยากเอ่ยถึงคนเฝ้าโรงครัวอีก

“แล้วแม่ผมทำอะไรไว้” นนท์ถาม

“แม่เอ็งไม่ยอมขีดชื่อแกทิ้งจากรูป” ป้าสายตอบ “แกบอกว่า ต่อให้กลัว ก็ต้องรู้ก่อนว่ากำลังกลัวใคร คืนหนึ่งแม่เอ็งเอาชามจากโรงครัวกลับบ้าน หลังจากนั้นเสียงก็เงียบไปพักใหญ่ คนที่พูดไม่ได้ก็ค่อย ๆ ได้เสียงคืน”

นนท์นึกถึงแม่ที่มักตื่นลงครัวกลางดึก บางเช้ามีกับข้าวเหลืออยู่ถ้วยเล็ก ๆ เขาเคยถาม แม่ตอบเพียงว่าตักเผื่อไว้

เขากลับไปตรวจชามที่บ้านอย่างละเอียด ใต้ก้นชามมีชื่อผันเขียนด้วยดินสอจาง ๆ ขอบปากบิ่นเป็นรอยเล็กตรงกับชามในภาพถ่าย

คืนนั้น เสียงแม่กลับมาอีกครั้ง แต่ถ้อยคำเปลี่ยนไป

“แม่หนาว เปิดประตูให้แม่หน่อย”

นนท์นั่งอยู่ในครัว มองชามคว่ำตรงหัวโต๊ะ เขาจำได้ว่าแม่ไม่ชอบให้ใครพูดคุยกันระหว่างตักอาหาร แม่จะรอจนทุกคนได้ข้าวครบแล้วจึงนั่งลง

เขาเริ่มสงสัยว่า ที่ผ่านมามันเรียกเขาเพราะอยากให้เปิดประตู หรือเพราะไม่มีใครยอมเชิญมันนั่งกินข้าวเสียที

มื้อสุดท้ายที่โรงครัว

วันรุ่งขึ้น นนท์ขอกุญแจโรงครัวจากผู้ใหญ่บ้าน เขาไม่ได้บอกว่ามั่นใจในสิ่งที่จะทำ เพียงเล่าเรื่องภาพ สมุด และเสียงที่ได้ยิน ป้าสายอาสาไปด้วย ทั้งสองช่วยกันเช็ดโต๊ะ ล้างหม้อ และหุงข้าวในครัวซึ่งปิดมานาน

นนท์ย้ายเครื่องขยายเสียงกลับไปไว้ที่เดิม สายไฟยังไม่ได้ต่อ เขาวางสมุดบัญชีกับภาพถ่ายไว้ข้างเครื่อง ส่วนชามของแม่ตั้งอยู่ตรงม้านั่งท้ายโต๊ะ ตำแหน่งเดียวกับในภาพ

พอแสงนอกหน้าต่างหมด เสียงก็ดังขึ้น

“นนท์ กลับบ้านลูก”

เขายกหม้อข้าวขึ้นวาง มือสั่นจนฝาหม้อกระทบกัน ป้าสายยืนข้างเตา ไม่พูดอะไร

เสียงเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่บ้าน แล้วเป็นผู้หญิงที่เขาไม่รู้จัก หลายเสียงซ้อนกันอยู่ในลำโพง บางเสียงเรียกชื่อเขา บางเสียงร้องขอน้ำ เสียงช้อนขูดดังขึ้นใต้โต๊ะทั้งที่ช้อนทุกคันวางอยู่ตรงหน้า

นนท์เปิดสมุดไปยังหน้าที่ถูกขีดชื่อ เขาวางภาพถ่ายทับขอบกระดาษ แล้วหงายชาม

ลำโพงเงียบลงทันที

ใต้แสงไฟ เห็นรอยนิ้วสีคล้ำค่อย ๆ ปรากฏบนขอบโต๊ะ ม้านั่งยุบลั่นราวกับมีคนนั่งลง นนท์ตักข้าวใส่ชาม ตามด้วยแกงที่ป้าสายทำ

“ลุงผัน” เขาพูด มองตำแหน่งว่างตรงข้าม “ข้าวได้แล้วครับ”

ลมเย็นผ่านหลังคอ ประตูโรงครัวปิดกระแทก ป้าสายสะดุ้งคว้าแขนนนท์ไว้ แต่เขายังวางทัพพีไม่เสร็จ

ตรงม้านั่งมีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ เสื้อของเขาซีดเหมือนในภาพ ใบหน้าก้มต่ำจนเห็นเพียงหน้าผากและแก้มตอบ ปากขยับช้า ๆ แต่เสียงที่ออกมากลับเป็นเสียงแม่

“จำได้หรือ”

นนท์กลืนน้ำลาย เขาอยากเรียกแม่เหลือเกิน แต่ก้มมองชื่อหลังภาพอีกครั้ง

“ในรูปมีชื่ออยู่ครับ ลุงผัน คนเฝ้าโรงครัว”

ชายคนนั้นยกหน้าขึ้น ดวงตาขุ่นมัวมองจากนนท์ไปยังชามข้าว เขาเอื้อมมือจับช้อน มือสั่นเหมือนคนที่ไม่ได้ใช้มันมานาน

เสียงแรกหลุดจากลำโพง เป็นเสียงชายคนหนึ่งถอนหายใจ จากนั้นตามด้วยเสียงไอ เสียงกระแอม และเสียงคนพูดคำสั้น ๆ แต่ละเสียงดังเพียงครั้งเดียวแล้วเงียบไป

ท้ายที่สุด เหลือเสียงแม่

“กินเสีย เดี๋ยวจะเย็น”

นนท์ก้มหน้า น้ำตาหยดลงบนสมุด เขาไม่ได้ตอบ เพราะรู้แล้วว่าคำนั้นถูกเก็บไว้นานเพียงใด และคนที่พูดไม่ใช่แม่ที่กำลังรอเขาอยู่หลังประตู

เมื่อเงยขึ้นอีกครั้ง ชายตรงข้ามกำลังตักข้าวเข้าปาก ไม่มีเสียงขูดชามอีกแล้ว มีเพียงเสียงช้อนแตะขอบเบา ๆ ป้าสายลากเก้าอี้มานั่งข้างนนท์ ทั้งสองรอจนมือผอมวางช้อนลง

“อิ่มแล้ว” ชายคนนั้นพูดด้วยเสียงของตัวเอง

แสงไฟเหนือโต๊ะกะพริบหนึ่งครั้ง ม้านั่งคืนตัวดังเอี๊ยด ตำแหน่งตรงข้ามว่างเปล่า เหลือชามที่ไม่มีข้าวแม้แต่เม็ดเดียว

บทสรุปของเรื่อง

เช้าวันต่อมา นนท์ซ่อมเครื่องขยายเสียงเสร็จ เมื่อทดลองเปิด มีเพียงเสียงไมโครโฟนของผู้ใหญ่บ้านดังชัดออกจากลำโพง ไม่มีเสียงแทรก ไม่มีใครเรียกกินข้าว

เขาอยู่ต่ออีกหลายคืน เก็บของแม่ทีละชิ้นอย่างไม่รีบร้อน ทุกคืนเขานั่งกินข้าวที่โต๊ะเดิมและฟังความเงียบ ใต้ถุนมีเพียงเสียงแมลง บันไดไม่ลั่นเองอีก

ก่อนกลับ นนท์นำภาพถ่ายไปใส่กรอบไว้ในโรงครัว เขาคัดชื่อจากหลังภาพมาติดด้านล่างครบทุกคน ส่วนสมุดบัญชีเก็บไว้ในตู้ ชื่อที่ถูกขีดฆ่ายังอยู่เช่นเดิม แต่หน้าสุดท้ายมีลายมือเขาเพิ่มไว้เพียงบรรทัดเดียวว่า ลุงผันรับข้าวแล้ว

ชามเคลือบสีขาวถูกล้างและวางหงายบนชั้นร่วมกับชามใบอื่น ป้าสายลองยกมันขึ้นดูใต้แสง รอยดินสอที่เคยเขียนชื่อเลือนหายไปแล้ว เหลือแต่รอยบิ่นตรงขอบ

ตอนนนท์ปิดประตูบ้านแม่เป็นครั้งสุดท้าย เขาหันกลับไปมองโต๊ะกินข้าว หัวโต๊ะว่าง ไม่มีชามคว่ำคอยกันที่ไว้อีกต่อไป เขาล็อกประตู เก็บกุญแจ แล้วเดินออกมาพร้อมกล่องเครื่องมือใบเดิม

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านต่อในเรื่องที่คุณสนใจ

ตำนานผีกะในห้องทอผ้า: เสียงเรียกที่ไม่มีเจ้าของ

รินกลับมาเก็บข้าวของในบ้านของยาย และพบผ้าทอที่เว้นลายไว้เป็นรูปคนนั่ง ทุกคืนมีเสียงจากห้องทอผ้าเรียก…

อ่านบทความ

คืนสยองที่บ้านร้างริมแม่น้ำ: ตะเกียงสำหรับเรือลำสุดท้าย

งานเก็บของจากบ้านร้างควรเสร็จก่อนค่ำ แต่เสียงเคาะใต้ท่าน้ำกลับทำให้ช่างหนุ่มต้องอยู่ต่อ และพบว่าใครบ…

อ่านบทความ
Shopping Cart
  • Your cart is empty.

Share with