เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนวลี้ลับเพื่อความบันเทิง ไม่ใช่การยืนยันเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ
ตอนรินกลับมาเก็บบ้านของยาย เธอคิดว่างานยากที่สุดคงเป็นการตัดสินใจว่าจะเก็บถ้วยชามใบไหนไว้ บ้านไม้ในหมู่บ้านสมมติแห่งหนึ่งทางภาคเหนือปิดมาหลายเดือน ฝุ่นจับตามขอบหน้าต่าง แต่ในห้องทอผ้ากลับสะอาดราวกับมีคนเพิ่งลุกออกไป เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องแต่งที่นำชื่อผีกะจากความเชื่อพื้นบ้านมาเป็นแรงบันดาลใจ ตัวละคร เหตุการณ์ และเงื่อนไขเหนือธรรมชาติทั้งหมดสร้างขึ้นสำหรับเรื่องนี้ ไม่ใช่บันทึกตำนานหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชาวล้านนา
สารบัญ
บ้านที่เหลืองานทอไว้หนึ่งผืน
รินมาถึงพร้อมกล่องกระดาษ เทปกาว และรายการข้าวของที่แม่ฝากให้หา เธอตั้งใจอยู่เพียงสองคืน เก็บเอกสาร ถ่ายรูปเฟอร์นิเจอร์ แล้วรอช่างมาประเมินส่วนที่ต้องซ่อมก่อนปิดบ้านอีกครั้ง
ห้องครัวมีมดขึ้นกระปุกน้ำตาล หลังคาตรงชานรั่ว ทุกอย่างเป็นอย่างที่บ้านเก่าควรจะเป็น เว้นแต่ห้องทอผ้าท้ายเรือน ซึ่งไม่มีแม้แต่ใยแมงมุมขึงระหว่างขากี่ไม้
บนกี่ยังมีผ้าทอค้างอยู่ พื้นสีหม่นสลับลายเล็กละเอียด ตรงกลางเว้นด้ายสีอ่อนไว้เป็นช่องคล้ายรูปคนนั่งหันข้าง รินจำไม่ได้ว่ายายเคยทอลายนี้ ตอนเด็กเธอมักนั่งเล่นอยู่ใต้กี่ ฟังเสียงไม้กระทบกันจนหลับ แต่ไม่เคยเห็นยายเว้นพื้นที่ว่างขนาดนั้นบนผืนผ้า
เก้าอี้ตัวเตี้ยวางอยู่หน้ากี่ บนที่นั่งมีรอยบุ๋มกลางเบาะ ฝุ่นบาง ๆ จับรอบขอบ แต่ตรงรอยบุ๋มกลับสะอาด รินเอามือกดดู ฟองน้ำยังนิ่มอยู่
เธอพบกระสวยไม้ในตะกร้าข้างเก้าอี้ มีด้ายสีเข้มพันเหลืออยู่เล็กน้อย ใต้ตะกร้าเป็นกระดาษพับแผ่นหนึ่ง ลายมือของยายเขียนไว้เพียงว่า ถ้าแม่เรียกจากห้องทอผ้า อย่าขานรับ ให้เปิดหน้าต่างก่อน
รินอ่านซ้ำแล้วพลิกอีกด้าน ไม่มีข้อความอื่น เธอเดาว่ายายคงเขียนเตือนแม่เรื่องอะไรสักอย่างที่รู้กันเพียงสองคน จึงถ่ายรูปเก็บไว้แล้ววางกระดาษลงที่เดิม
เสียงเรียกหลังมื้อเย็น
คืนนั้นฝนตกเบา ๆ รินกินข้าวที่ซื้อมาใต้หลอดไฟกลางบ้าน ระหว่างกำลังมัดปากถุงขยะ เธอได้ยินเสียงแม่เรียกจากท้ายเรือน
“ริน เอาผ้าขี้ริ้วมาให้แม่หน่อย”
เธอเกือบตอบไปแล้ว แต่โทรศัพท์บนโต๊ะสว่างขึ้นเสียก่อน เป็นข้อความจากแม่ถามว่ากินข้าวหรือยัง ใต้ข้อความมีรูปแมวที่บ้านส่งมาด้วย
รินถือโทรศัพท์ค้างไว้ แม่อยู่ห่างออกไปไกล และไม่มีเหตุผลที่จะเดินทางมาหาโดยไม่บอก เธอหันมองประตูห้องทอผ้าซึ่งปิดอยู่ แสงไฟจากกลางบ้านส่องไปถึงเพียงธรณีประตู
“อยู่ในนั้นหรือเปล่า” เธอถาม
ข้างในเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงเดิมจะดังขึ้นอีก “เอาผ้าขี้ริ้วมาให้แม่หน่อย”
คำพูดเหมือนเดิมทุกคำ แม้แต่ช่วงหายใจก็อยู่ตำแหน่งเดิม รินนึกถึงกระดาษใต้ตะกร้า เธอไม่ได้เดินไปเปิดประตู แต่เลี่ยงออกทางชาน แล้วผลักหน้าต่างด้านนอกของห้องทอผ้าออก
กลิ่นด้ายเก่าลอยมากับลม ภายในห้องไม่มีใคร เก้าอี้ตั้งอยู่ที่เดิม ทว่ากระสวยซึ่งเธอจำได้ว่าวางไว้ในตะกร้า ตอนนี้ค้างอยู่ระหว่างเส้นด้ายบนกี่
เสียงแม่เงียบไป รินยืนรอจนแขนที่ค้ำบานหน้าต่างเริ่มเมื่อย แล้วจึงเห็นว่าช่องสีอ่อนบนผืนผ้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ตรงที่เคยคล้ายศีรษะหันข้าง มีด้ายเข้มพาดเพิ่มขึ้นเป็นเส้นโค้ง เหมือนใบหน้านั้นกำลังหันมาทางเธอ
ชื่อที่ยายไม่ยอมพูดในบ้าน
รุ่งเช้ารินโทรหาแม่ เล่าเรื่องกระดาษโดยยังไม่เล่าเรื่องเสียง แม่เงียบอยู่นานจนเธอต้องถามว่าสัญญาณขาดหรือเปล่า
“ยายเคยห้ามแม่ขานรับเสียงจากห้องนั้น” แม่ตอบ “ตอนแม่เด็ก ๆ ยายเรียกมันว่าผีกะ แต่พอแม่ถามว่าเป็นของใคร ยายไม่เคยบอกชื่อคน”
รินมองประตูท้ายเรือน “แล้วแม่เคยได้ยินไหม”
“เคยได้ยินเสียงตา ทั้งที่ตาออกไปทำงาน ยายเปิดหน้าต่างแล้วให้นั่งอยู่ด้วยกันจนเช้า หลังจากนั้นแม่ก็ไม่ได้ยินอีก ยายบอกแค่ว่าอย่าไปหาคนรับเคราะห์แทนของที่เราไม่รู้จัก”
แม่ขอให้รินออกมารอที่อื่น แต่เธอยังอยากหาเอกสารให้ครบก่อน ช่างจะมาถึงตอนบ่าย และกลางวันห้องนั้นก็ดูเป็นเพียงห้องเก่าที่มีแสงลอดฝา รินรับปากว่าจะไม่อยู่ต่ออีกคืน
ระหว่างรอ เธอค้นลิ้นชักใต้ตู้เก็บด้าย พบสมุดจดลายผ้าของยาย ส่วนใหญ่เป็นรูปข้าวหลามตัด ลายดอก และตัวเลขที่รินอ่านไม่เข้าใจ หน้าท้าย ๆ มีภาพกี่ทอผ้าตัวเดียวกับที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ใต้ภาพเขียนว่า เหลือเส้นสุดท้าย อย่าตัด อย่าแก้ด้วยการทอต่อ
อีกหน้าหนึ่งมีข้อความเขียนแทรกอย่างเร่งรีบ มันจำเสียงได้ แต่จำไม่ได้ว่าเสียงไหนเป็นของมัน ถามชื่อแล้วมันจะเรียกชื่อเรา อย่าคิดว่านั่นคือคำตอบ
รินค่อย ๆ ปิดสมุด ตอนที่เดินออกจากห้อง เธอเห็นกระจกบานเล็กแขวนอยู่ข้างวงกบ ในกระจกสะท้อนกี่ เก้าอี้ และผ้าทอ แต่บนเก้าอี้มีบางอย่างนั่งอยู่ด้วย
เธอหันกลับทันที เก้าอี้ว่างเปล่า เมื่อมองกระจกอีกครั้ง เงานั้นก็ยังอยู่ มันก้มหน้า แขนทั้งสองวางบนตัก ปลายนิ้วดูคล้ายเส้นด้ายหลายเส้นที่ยังไม่ได้ผูกปม
คนที่นั่งอยู่อีกด้านของผ้า
รินออกมานั่งรอที่ชานพร้อมกระเป๋า แต่ฝนเริ่มลงหนัก ช่างโทรมาเลื่อนนัด ถนนช่วงทางเข้ามีน้ำขังและรถของเธอจอดอยู่ใต้ต้นไม้หลังบ้าน เธอจึงตั้งใจรอให้ฝนซาก่อนขนกล่องออกไป
ระหว่างนั้นมีเสียงกี่ดังมาจากท้ายเรือน หนึ่งครั้ง แล้วเว้นไปนาน ก่อนจะดังอีกครั้ง รินมองผ่านหน้าต่างที่เปิดค้างไว้ เห็นฟืมไม้ขยับช้า ๆ ทั้งที่เก้าอี้ว่างอยู่
“ริน” คราวนี้เป็นเสียงยาย “หนาว ปิดหน้าต่างให้ยายหน่อย”
เธอกำสายกระเป๋าแน่น เสียงนั้นแหบตรงปลายคำเหมือนยายในช่วงท้ายของชีวิต แม้รู้ว่าไม่ใช่ แต่ความคุ้นเคยทำให้เท้าของเธอขยับเข้าหาหน้าต่างไปแล้วก้าวหนึ่ง
สิ่งที่ทำให้รินหยุดคือผ้าบนกี่ รูปคนนั่งมีลายเสื้อเพิ่มขึ้น เป็นลายเดียวกับเสื้อที่เธอสวมอยู่เช้านี้ ตรงหัวไหล่ด้านหนึ่งมีจุดด้ายขาวเล็ก ๆ ตรงกับรอยสีที่เธอทำเลอะตอนช่วยยายทาประตูเมื่อหลายปีก่อน
มันไม่ได้กำลังทำรูปยาย แต่มันกำลังทำรูปเธอ
รินถอยกลับไปหยิบสมุด เปิดดูทุกหน้าจนพบกระดาษบางแผ่นหนึ่งติดอยู่กับปกหลัง ขอบกระดาษถูกคราบกาวกลืนจนแทบมองไม่เห็น ข้อความบนนั้นสั้นกว่าที่เธอหวังไว้
ฉันทอที่นั่งให้มันผิดไปแล้ว มันไม่ได้ต้องการที่นั่ง มันรอคนมานั่งแทน ถ้าฉันทำไม่ทัน ให้รื้อกลับไปถึงปมแรก อย่าตอบมันระหว่างรื้อ
ใต้ข้อความมีรูปปลายผ้าพร้อมลูกศรชี้ตำแหน่งด้าย รินเคยช่วยยายแก้งานทอ เธอรู้ว่าการรื้อทีละแนวต้องใช้เวลา แต่ครั้งนี้เธอไม่ต้องเดาอีกแล้วว่าควรทำอะไร
รื้อด้ายก่อนฝนหยุด
เธอเปิดหน้าต่างห้องทอผ้าทุกบาน แล้วลากเก้าอี้ออกไปไว้ที่ชาน เมื่อยกมันพ้นธรณีประตู ขาเก้าอี้ครูดพื้นดังยาว ทั้งที่รินมั่นใจว่ายกสูงพอแล้ว
จากนั้นเธอนั่งบนพื้นข้างกี่ ใช้ปลายเข็มแยกด้ายแนวสุดท้ายตามรูปของยาย เส้นด้ายคลายออกง่ายกว่าที่คิด พอเธอดึงพ้นผืน เสียงยายก็เรียกขึ้นข้างหู
“จะกลับแล้วหรือ ไม่อยู่กินข้าวก่อนหรือ”
รินกัดริมฝีปาก ก้มหน้าดึงเส้นต่อไป ลายเสื้อของเธอเริ่มหายจากรูปคนบนผ้า แต่ในกระจกที่แขวนตรงประตู เงานั่งนั้นกลับชัดขึ้น มันย้ายจากเก้าอี้มานั่งอยู่บนพื้นข้างเธอ หัวของมันเอียงมาจนเกือบแตะไหล่
เสียงเปลี่ยนเป็นแม่ ถามว่าเธอทำอะไรอยู่ แล้วเป็นเสียงของรินเองตอนเด็ก ร้องเรียกยายอย่างที่เธอจำได้ว่าเคยร้องเมื่อสะดุดบันได เธอจับด้ายผิดเส้นไปครั้งหนึ่ง ต้องหยุดหลับตาจนมือหายสั่นแล้วจึงเริ่มใหม่
ทุกครั้งที่รื้อผ่านรูปส่วนใด เสียงจะขาดหายไปชั่วขณะ เมื่อรูปแขนเลือนหมด เสียงทั้งหมดก็เงียบ เหลือเพียงเสียงฝนกับด้ายเสียดสีกัน แต่เงาในกระจกยังอยู่ คราวนี้มันเงยหน้าขึ้น
ตรงที่ควรเป็นใบหน้า มีเค้าของคนหลายคนซ้อนกัน ไม่ชัดพอให้บอกว่าเป็นใคร รินเห็นปากขยับก่อนเสียงจะออกมา
“ถ้าเอาออกหมด จะให้ฉันไปอยู่ที่ไหน”
เธอเกือบตอบว่าไม่รู้ คำนั้นขึ้นมาถึงคอแล้ว แต่สายตาเหลือบไปเห็นกระดาษคำเตือนที่วางข้างเข็ม รินจึงก้มลงทำต่อโดยไม่มองกระจกอีก
เมื่อรื้อถึงโคนผ้า เธอพบปมเล็กแข็งอยู่ใต้ด้ายยืน ภายในปมมีด้ายหลายสีผูกซ้อนกัน ปลายแต่ละเส้นยาวไม่เท่ากัน ดูเหมือนถูกดึงมาจากงานทอคนละผืน
รินใช้เข็มค่อย ๆ คลายมัน เสียงหายใจดังขึ้นหลังไหล่ ร้อนจนเธอรู้สึกได้ผ่านคอเสื้อ ปมชั้นนอกหลุดออก ตามด้วยชั้นถัดไป จนเหลือเส้นสุดท้ายที่รัดอยู่กับไม้กี่
“ริน” เสียงหนึ่งกระซิบ เป็นเสียงธรรมดาที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน “หันมาหน่อย”
เธอดึงปลายด้ายออกจากห่วงโดยไม่หันไป ไม้กี่ลั่นเบา ๆ น้ำหนักบางอย่างกดลงบนพื้นข้างตัวจนกระดานยวบ แล้วค่อย ๆ ผ่อนหายไปพร้อมเสียงฝนที่เริ่มซา
รินนั่งนิ่งอยู่อีกนาน กระทั่งได้ยินนกร้องจากชายคา จึงกล้ามองกระจก ในนั้นมีเพียงผู้หญิงคนหนึ่งนั่งกอดกองด้ายยุ่งอยู่ข้างกี่ว่างเปล่า
บทสรุปของเรื่อง
แม่มารับเธอในเย็นวันนั้น ทั้งสองช่วยกันเก็บด้ายที่รื้อแล้วลงกล่อง แม่ลองยกเก้าอี้กลับเข้าบ้าน แต่รินขอให้วางไว้ที่ชานก่อน พวกเธอล็อกประตูห้องทอผ้าโดยเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ แล้วออกจากบ้านก่อนฟ้ามืด
หลังซ่อมหลังคาเสร็จ รินกลับมาอีกหลายครั้ง แรก ๆ เธอให้แม่มาด้วย ต่อมาจึงกล้ามาคนเดียว ไม่มีเสียงเรียกจากท้ายเรือนอีก กระจกสะท้อนสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และฝุ่นเริ่มจับบนกี่เหมือนเครื่องเรือนชิ้นอื่น
ผ้าที่รื้อออกไม่เหลือลวดลายให้เก็บ รินจึงเก็บกระสวยกับสมุดของยายแทน ส่วนเก้าอี้ถูกเปลี่ยนเบาะใหม่แล้ววางไว้ข้างหน้าต่างห้องครัว เป็นที่นั่งซึ่งมองเห็นคนเดินขึ้นบันไดได้ชัด
วันที่เก็บบ้านเสร็จ รินนั่งตรงนั้น ดื่มน้ำจากถ้วยใบที่ตัดสินใจเก็บไว้ เธอได้ยินแม่เรียกจากชานว่าให้ช่วยรับกล่อง คราวนี้เธอมองเห็นแม่ยืนอยู่กลางแสงบ่าย มีเงาทอดลงบนพื้นไม้และเหงื่อซึมข้างขมับ
รินวางถ้วยแล้วขานรับ ก่อนลุกไปช่วยยกกล่องใบสุดท้ายออกจากบ้าน
บทความที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในเรื่องที่คุณสนใจ
คืนสยองที่บ้านร้างริมแม่น้ำ: ตะเกียงสำหรับเรือลำสุดท้าย
งานเก็บของจากบ้านร้างควรเสร็จก่อนค่ำ แต่เสียงเคาะใต้ท่าน้ำกลับทำให้ช่างหนุ่มต้องอยู่ต่อ และพบว่าใครบ…
อ่านบทความผีปอบในหมู่บ้านกลางหุบเขาเชียงใหม่: เสียงเรียกจากสำรับที่ว่าง
ช่างซ่อมเครื่องเสียงกลับไปเก็บของในบ้านแม่ และพบว่าเสียงตามสายของหมู่บ้านเรียกคนมากินข้าวทุกคืน ทั้ง…
อ่านบทความ




