เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนวลี้ลับเพื่อความบันเทิง ไม่ใช่การยืนยันเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ
ตอนรับงานเก็บประตูและหน้าต่างจากบ้านเก่าริมน้ำ ธามคิดเพียงว่าค่าแรงครั้งนี้คงพอเปลี่ยนยางรถได้สักคู่ เขาเตรียมค้อน ไขควง และข้าวห่อไปหนึ่งมื้อ โดยไม่รู้ว่าของที่ต้องนำออกจากบ้านหลังนั้นมีอีกอย่างซึ่งไม่มีใครเขียนไว้ในรายการ เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่ง บ้าน ชุมชน สายน้ำ และตัวละครทั้งหมดเป็นสิ่งสมมติ ไม่ได้อ้างถึงบ้านหรือเหตุการณ์จริง
สารบัญ
งานที่ควรเสร็จก่อนฝนมา
บ้านไม้ตั้งอยู่ท้ายสวนรกร้าง มีทางดินแคบพอให้รถกระบะผ่านได้ทีละคัน ด้านหลังยื่นเป็นชานเหนือริมตลิ่ง บันไดทอดลงไปยังท่าเรือซึ่งเหลือเสาผุอยู่เพียงสองต้น
เจ้าของคนใหม่ฝากกุญแจไว้กับป้ารื่น คนเฝ้าสวนข้างทาง แกบอกว่าของในบ้านไม่มีใครใช้แล้ว ให้ธามเลือกเก็บบานไม้ที่ยังดี ส่วนตัวบ้านจะรื้อในอีกไม่กี่วัน
“ไฟไม่มีนะ เอ็งเอาไฟฉายมาหรือเปล่า”
ธามตบกระเป๋าข้างเอว ป้ารื่นจึงยื่นกุญแจให้ พร้อมถุงน้ำดื่มเย็นสองขวด
เขาเริ่มงานช่วงบ่าย อากาศอบจนเสื้อแนบหลัง บ้านไม่มีอะไรน่ากลัวเป็นพิเศษ นอกจากกลิ่นไม้ชื้น ฝุ่นหนา และเสียงลูกไม้ตกบนหลังคาเป็นระยะ ห้องหน้ามีเก้าอี้โยกขาหักหนึ่งตัว ห้องครัวเหลือเพียงตู้กับข้าวเปล่า
ตรงผนังใกล้ประตูหลัง แขวนเสื้อกันฝนเด็กสีเหลืองไว้บนตะปู ตัวเสื้อเล็กจนธามนึกสงสัยว่าทำไมคนย้ายบ้านจึงทิ้งของชิ้นนี้ไว้เด่นกว่าทุกอย่าง
ใต้เสื้อมีตะเกียงน้ำมันตั้งอยู่บนหิ้ง กระจกดำเป็นคราบ แต่ตัวถังถูกเช็ดจนแทบไม่มีฝุ่น
เขาลองหมุนปุ่ม ไส้ตะเกียงยังขยับได้
ก่อนจะทันตรวจดูต่อ เสียงเคาะสามครั้งก็ดังขึ้นจากใต้ชาน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ธามเดินไปมอง แม่น้ำด้านล่างนิ่งอยู่ระหว่างตลิ่งสูง ไม่มีเรือ ไม่มีคน มีเพียงเชือกเก่าเส้นหนึ่งห้อยจากเสาท่า ปลายเชือกจมหายลงในน้ำ
คนที่ขึ้นมาจากท่าน้ำ
พอเย็น ฝนเริ่มตกเร็วกว่าที่คิด ธามขนบานหน้าต่างไปวางท้ายรถแล้วกลับเข้าบ้านเพื่อเก็บเครื่องมือ โทรศัพท์มีสัญญาณขาดหาย เขาส่งข้อความบอกเจ้าของงานว่าต้องรอฝนซา แต่ข้อความยังค้างอยู่หน้าจอ
ระหว่างมัดถุงเครื่องมือ เขาได้ยินเสียงคนไอจากชานหลังบ้าน
ชายสูงวัยยืนอยู่ตรงนั้น สวมเสื้อแขนยาวสีคล้ำกับกางเกงพับขา น้ำหยดจากชายเสื้อลงพื้นไม้ช้า ๆ มือข้างหนึ่งจับราวบันได ส่วนอีกข้างถือหมวกเก่าบิดอยู่
“มาหลบฝนหรือครับ” ธามถาม
ชายคนนั้นพยักหน้า แต่สายตามองผ่านเขาไปยังหิ้งตะเกียง
“จุดให้หน่อยได้ไหม”
ธามหยิบไฟฉายขึ้นมา “ใช้ไฟนี่ก็ได้ครับ สว่างกว่า”
“ไฟอย่างนั้น คนอยู่กลางน้ำมองไม่เห็น”
คำตอบทำให้ธามหันไปมองข้างนอก ม่านฝนบดบังฝั่งตรงข้ามจนหมด เขาคิดว่าชายคนนี้คงเป็นคนหาปลา อาจผูกเรือไว้ใต้ถุนในมุมที่มองจากด้านบนไม่เห็น
“มีใครอยู่ในเรือหรือครับ”
ชายชรานิ่งไป ก่อนตอบเบาจนแทบกลืนกับเสียงฝน
“ยังมีคนกลับไม่ถึงฝั่ง”
ธามก้มเปิดถุง หาไฟแช็กที่ใช้ลนปลายเชือก พอเงยหน้าขึ้น ชายคนนั้นก็ไม่อยู่แล้ว
เขาฉายไฟลงบันได ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า ไม่เห็นแผ่นหลังใคร มีเพียงรอยเท้าเปียกคู่หนึ่งอยู่หน้าหิ้งตะเกียง รอยนั้นหันเข้าหาผนัง และไม่มีรอยเดินกลับออกมา
เสื้อกันฝนที่จำได้
ธามรีบเก็บของที่เหลือ เขาพยายามบอกตัวเองว่ารอยเท้าอาจเป็นของเขา แม้รองเท้าที่สวมจะมีลายพื้นต่างกันก็ตาม
ขณะดึงปลั๊กเครื่องมือออกจากสายพ่วงเก่าที่ติดมาด้วยโดยไม่ได้ใช้ เขาเผลอสะกิดเสื้อกันฝนสีเหลืองตกจากตะปู กระเป๋าหน้าเสื้อคว่ำลง มีลูกแก้วสีเขียวกลิ้งออกมาหยุดข้างรองเท้า
ธามย่อตัวเก็บ แล้วนิ่งค้าง
ในเนื้อลูกแก้วมีฟองอากาศยาวเหมือนใบไม้ เขาเคยมีลูกแก้วแบบนี้อยู่ลูกหนึ่ง ตอนเด็กเขาพกมันไปทุกแห่ง แม้กระทั่งวันที่แม่พาลงเรือข้ามแม่น้ำ
ความทรงจำที่เหลือจากวันนั้นมีน้อยมาก แม่บอกเพียงว่าเรือเสียหลัก เขาตกน้ำ แต่มีคนช่วยขึ้นมาได้ หลังจากนั้นครอบครัวก็ย้ายออกจากชุมชนริมน้ำ และไม่มีใครพูดถึงเหตุการณ์นั้นอีก
เขาพลิกเสื้อกันฝน ด้านในคอเสื้อมีด้ายสีน้ำเงินเย็บเป็นตัวอักษรเบี้ยว ๆ
ชื่อของเขาเอง
เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มาจากใต้แผ่นไม้ตรงเท้า
ธามถอยจนชนตู้ เสียงฝนรอบบ้านเหมือนเบาลงชั่วขณะ แล้วเขาก็ได้ยินเสียงเด็กสะอื้นจากด้านหลังประตูครัว
“ลุงครับ ผมมองไม่เห็นทาง”
ธามจำเสียงนั้นไม่ได้ แต่จำประโยคได้ทันที
เขาเคยพูดมันในความมืด ขณะเกาะอะไรบางอย่างซึ่งลื่นและเย็นจัด รอบตัวมีน้ำกระแทกเข้าหน้า ส่วนไกลออกไป มีแสงเล็ก ๆ โยกอยู่บนฝั่ง
โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นขึ้น ข้อความที่ส่งค้างเพิ่งออกไปสำเร็จ ธามรีบโทรหาแม่ กดซ้ำอยู่สองครั้งจึงได้ยินเสียงตอบรับ
“แม่ จำคนที่ช่วยผมตอนตกน้ำได้ไหม”
ปลายสายเงียบไปนาน ก่อนแม่ถามว่าเขาอยู่ที่ไหน
คำสัญญาบนชานบ้าน
เมื่อธามบรรยายตัวบ้าน แม่ก็เริ่มร้องไห้เบา ๆ
คนที่ช่วยเขาเป็นชายแจวเรือซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังนั้น คืนนั้นชายชราว่ายพาธามมาถึงบันไดท่าน้ำ แล้วให้แม่ซึ่งตามมากับเรืออีกลำรับตัวขึ้นไปก่อน
ระหว่างที่ผู้ใหญ่ช่วยกันห่มผ้าและดูอาการเด็ก ชายชราบอกว่าจะกลับไปนำเรือของตัวเองเข้าฝั่ง เขาฝากให้เด็กชายจุดตะเกียงบนชานไว้ จะได้มองเห็นปากทางเข้าท่าในสายฝน
“ลูกบอกเขาว่าจะรอ” แม่พูด “แต่ตอนนั้นลูกหนาวมาก ตัวสั่นไม่หยุด พอมีรถมา แม่ก็พาลูกไปหาหมอเลย”
“แล้วลุงล่ะแม่”
เสียงฝนแทรกเข้ามาในสาย ก่อนคำตอบจะตามมา
“เขาไม่ได้กลับขึ้นฝั่งอีกเลย”
ธามมองตะเกียงบนหิ้ง กระจกดำสนิท ไส้จมอยู่ต่ำกว่าปากหลอด
แม่บอกว่าภายหลังเคยกลับมาหาคนในบ้าน แต่ประตูถูกปิดไว้ เพื่อนบ้านบอกว่าชายชราอยู่เพียงลำพัง แม่จึงฝากเสื้อกันฝนที่เขาใช้ห่อตัวธามไว้กับคนดูแล ตั้งใจว่าจะกลับมาไหว้ขอบคุณอีกครั้ง ทว่าท้ายที่สุดก็ไม่ได้มา
สายโทรศัพท์หลุดไปก่อนธามจะพูดอะไร
เขาหันกลับมาที่หิ้ง รอยเท้าเปียกคู่เดิมยังอยู่ และมีหยดน้ำหยดใหม่ตกลงกลางรอย ทั้งที่เหนือขึ้นไปเป็นเพดานแห้งสนิท
“ผมกลับมาแล้วครับ” ธามพูด
พื้นไม้ลั่นเบา ๆ ราวกับมีใครขยับตัวอยู่ข้างเขา
เขายกตะเกียงลงมาเปิดดู น้ำมันยังเหลืออยู่ก้นถัง กลิ่นฉุนแตะจมูก เขาหมุนไส้ขึ้น เช็ดกระจกด้วยชายเสื้อ แล้วจุดไฟ มือสั่นจนต้องลองถึงสามครั้ง
เปลวไฟเล็กค่อย ๆ สูงขึ้น ภายในกระจกอุ่นเป็นสีเหลือง
จากนั้นเสียงเด็กหลังประตูครัวก็เงียบไป
เรือลำสุดท้าย
ธามยกตะเกียงไปวางที่ปลายชาน ตรงขอเหล็กซึ่งยื่นเหนือบันได เมื่อแสงส่องลงไป เขาจึงเห็นว่าแม่น้ำเปลี่ยนไปแล้ว
น้ำสูงขึ้นถึงขั้นบันไดเกือบบนสุด ทั้งที่เมื่อครู่ยังอยู่ต่ำกว่าตลิ่งมาก กอหญ้าริมฝั่งหายไป เหลือเพียงผืนน้ำดำกับฝนซึ่งตกลงโดยไม่มีระลอก
เสียงไม้กระทบเสาท่าดังขึ้น
เรือลำหนึ่งเคลื่อนออกจากความมืด ชายชรานั่งอยู่ท้ายเรือ เสื้อของเขาเปียกแนบตัว หมวกวางอยู่ข้างเท้า ใกล้หัวเรือมีเด็กในเสื้อกันฝนสีเหลืองนั่งกอดเข่า
เด็กคนนั้นเงยหน้าขึ้น
ธามเห็นใบหน้าตัวเองในวัยที่ยังจำอะไรไม่ได้มากนัก ริมฝีปากเด็กซีด ดวงตาจับอยู่ที่แสงตะเกียง ราวกับไม่กล้ามองสิ่งอื่น
เขาอยากถอยกลับเข้าบ้าน แต่เมื่อมือสัมผัสราวบันได ความทรงจำส่วนหนึ่งก็กลับมา—มือหยาบที่ดันหลังเขาขึ้นจากน้ำ เสียงไออยู่ข้างหู และคำพูดซ้ำ ๆ ว่าอย่าปล่อยมือ
ธามคุกเข่าลง ยื่นแขนไปทางเรือ
“ถึงบ้านแล้ว ขึ้นมาได้แล้ว”
เด็กชายลุกขึ้น เรือแทบไม่ขยับเมื่อเท้าเล็กก้าวลงบนบันได ธามรู้สึกถึงนิ้วเย็นจัดแตะฝ่ามือเพียงครู่เดียว ก่อนความหนาวจะแล่นจากข้อมือเข้ามาถึงอก
เขาหลับตา หายใจไม่ออกเหมือนเพิ่งสำลักน้ำ แล้วความรู้สึกนั้นก็ค่อย ๆ คลายลง
เมื่อมองอีกครั้ง บนบันไดไม่มีเด็กแล้ว
ชายชรายังนั่งรออยู่ในเรือ เขามองธามอยู่นาน ก่อนจะถามว่า “คราวนี้จุดไว้ได้ใช่ไหม”
“ได้ครับ ผมจะอยู่จนลุงถึงฝั่ง”
ชายชราพยักหน้า หยิบหมวกขึ้นสวม แล้วใช้ไม้พายดันเรือออกจากท่า
ธามยืนเฝ้าแสงตะเกียง เรือค่อย ๆ ห่างไปท่ามกลางฝน คราวนี้เขามองเห็นระลอกน้ำตามหลังมัน และตรงฝั่งตรงข้ามซึ่งก่อนหน้านี้มืดสนิท ก็มีแสงเล็กอีกดวงสว่างขึ้น
เรือเคลื่อนไปหาแสงนั้น จนหัวเรือแตะบางอย่างที่ธามมองไม่เห็น
ร่างชายชราลุกขึ้น ก้าวพ้นเรือ แล้วแสงอีกฝั่งก็ดับลง
น้ำใต้ชานกลับอยู่ต่ำลงไปตามเดิม เสาท่าผุสองต้นโผล่พ้นน้ำ เสียงฝนกระทบหลังคาดังกลับมา ตะเกียงในมือธามริบหรี่ ก่อนดับด้วยตัวมันเอง
บทสรุปของเรื่อง
รุ่งเช้า ป้ารื่นพบธามนั่งอยู่บนชาน ข้างตัวมีตะเกียงกับเสื้อกันฝนเด็กที่พับไว้เรียบร้อย เขาไม่ได้เล่าทุกอย่างให้แกฟัง เพียงถามว่าบ้านหลังนี้เคยมีคนแจวเรืออาศัยอยู่หรือไม่
ป้ารื่นพยักหน้า แกบอกว่าสมัยก่อนคนแถวนั้นใช้ท่านี้ข้ามฟาก แต่เมื่อมีสะพาน ท่าเรือก็ถูกทิ้งไป พร้อมกับบ้านที่ไม่มีคนกลับมาอยู่
ธามโทรหาแม่อีกครั้ง คราวนี้เขาบอกเพียงว่าเจอเสื้อเก่าแล้ว และจะนำกลับไปด้วย แม่เงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนขอดูว่าด้ายตรงคอเสื้อยังอยู่หรือเปล่า
ก่อนออกจากบ้าน เขาเก็บลูกแก้วลงกระเป๋าเสื้อกันฝน ส่วนตะเกียง เขาขอเจ้าของบ้านนำไปซ่อมด้วย เจ้าของตอบตกลงโดยไม่ได้ถามเหตุผล
งานรื้อบ้านเริ่มขึ้นหลังจากนั้น บานหน้าต่างที่ธามถอดไว้ถูกขนออกมาใช้ใหม่ ชานไม้และท่าน้ำเก่าถูกรื้อจนหมด ไม่เหลือสิ่งใดให้เรือเข้ามาผูกได้อีก
เย็นวันหนึ่ง ธามนำตะเกียงที่ล้างสะอาดแล้วไปวางในบ้านแม่ เธอลองหมุนปุ่มไส้ตะเกียง ก่อนใช้นิ้วแตะรอยบุบตรงฐานอยู่นาน
คืนนั้นทั้งสองนั่งคุยถึงชายชราที่เคยช่วยเด็กคนหนึ่งขึ้นจากน้ำ พอถึงเวลานอน ธามก็ลุกไปดับไฟได้ตามปกติ
เขาไม่ได้ยินเสียงเคาะจากท่าน้ำอีกเลย และเป็นครั้งแรกที่เมื่อนึกถึงแม่น้ำในวัยเด็ก เขาจำได้ว่าในความมืดคืนนั้นมีคนจับมือเขาไว้แน่นเพียงใด
บทความที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในเรื่องที่คุณสนใจ
ตำนานผีกะในห้องทอผ้า: เสียงเรียกที่ไม่มีเจ้าของ
รินกลับมาเก็บข้าวของในบ้านของยาย และพบผ้าทอที่เว้นลายไว้เป็นรูปคนนั่ง ทุกคืนมีเสียงจากห้องทอผ้าเรียก…
อ่านบทความผีปอบในหมู่บ้านกลางหุบเขาเชียงใหม่: เสียงเรียกจากสำรับที่ว่าง
ช่างซ่อมเครื่องเสียงกลับไปเก็บของในบ้านแม่ และพบว่าเสียงตามสายของหมู่บ้านเรียกคนมากินข้าวทุกคืน ทั้ง…
อ่านบทความ




